ในปัจจุบันเรามักจะเห็นว่า ธุรกิจหลายธุรกิจเมื่อประสบความสำเร็จแล้ว มักจะขยายสาขา หรือ ทำธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) นั่นคือการให้สิทธิแก่บุคคลอื่นในการนำชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และระบบการดำเนินงานทั้งหมดไปใช้เพื่อเปิดสาขาใหม่ หากคุณกำลังศึกษาเกี่ยวกับการขยายแฟรนไชส์ จำเป็นต้องศึกษาภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบธุรกิจของตนเอง นรินทร์ทอง จึงอยากมาแชร์เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ “ภาษีธุรกิจแฟรนไชส์” สำหรับมือใหม่ ถ้าอยากเสียภาษีอย่างถูกต้อง ไม่ส่งผลกระทบตามมาภายหลัง ตามมาดูกันว่าจะมีรายละเอียดอะไรที่น่าสนใจบ้าง ?
เลือกอ่านเนื้อหา
การเสียภาษีธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องเสียอะไรบ้าง ?
สำหรับ “ภาษีธุรกิจแฟรนไชส์” ต้องเสียภาษีหลายประเภทตามกฎหมายภาษีอากรทั่วไปของไทย โดยภาระภาษีจะแตกต่างกันไปตามสถานะของคู่สัญญา (แฟรนไชส์ซอร์ กับ แฟรนไชส์ซี) และรูปแบบการจดทะเบียน (บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล) โดยภาษีที่เกี่ยวข้องมีดังนี้
ภาษีธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ต้องเสีย
ภาษีเงินได้ (Income Tax)
- ภาษีเงินได้ถือเป็นภาษีหลักที่ทั้ง แฟรนไชส์ซอร์ (ผู้ให้สิทธิ์) และ แฟรนไชส์ซี (ผู้รับสิทธิ์) ต้องรับผิดชอบ โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- เจ้าของแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซอว์) ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะมีภาษีที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 ประเภท คือ
- เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 มาตรา 40(3) คือรายได้ในรูปแบบของค่าลิขสิทธิ์ ค่าตอบแทนทรัพย์สินทางปัญญา หรือค่า Goodwill สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือหักตามจริง
- เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 มาตรา 40(8) คือรายได้ที่นอกเหนือจากประเภทที่ 1-7 สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% หรือหักตามจริง
- ผู้ซื้อแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซี) ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดอยู่เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 มาตรา 40(8) ซึ่งเป็นรายได้ที่นอกเหนือจากประเภทที่ 1-7 สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% หรือหักตามจริง
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน)
- เป็นภาษีธุรกิจแฟรนไชส์ที่เกี่ยวข้องกับ เจ้าของแฟรนไชส์ และ ผู้ซื้อแฟรนไชส์ เมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจะต้องมีการทำบัญชี งบการเงิน และตรวจสอบบัญชีตามกฎหมายกำหนด โดยนำรายรับและค่าตอบแทนจากสัญญาแฟรนไชส์ มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีอัตราสูงสุด 20% พร้อมกับยื่นภาษี 2 ช่วงคือ
- ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) สำหรับรอบครึ่งปี ซึ่งต้องยื่นและชำระภาษีภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี
- ภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบสิ้นปี ซึ่งต้องยื่นแบบและชำระภาษีภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax – VAT)
- สำหรับเจ้าของแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซอร์) หากมีผลประกอบการต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และเรียกเก็บในอัตรา 7% จากผู้ซื้อแฟรนไชส์
- ส่วนผู้ซื้อแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซี) ที่มีผลประกอบการต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาทขึ้นไป ต้องมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นกัน แม้ว่าผู้ซื้อแฟรนไชส์จะไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ตาม
ภาษีศุลกากร
- ในกรณีที่เจ้าของแฟรนไชส์ได้มีการนำวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือ ในการประกอบธุรกิจเข้ามาจากต่างประเทศ เจ้าของแฟรนไชส์มีหน้าที่ยื่นใบขนสินค้าขาเข้า โดยการลงทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) โดยลงทะเบียนเฉพาะครั้งแรกเท่านั้น
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)
- ภาษีธุรกิจแฟรนไชส์ในส่วนของภาษีหัก ณ ที่จ่าย จะเกี่ยวข้องกับกิจการที่จดบริษัทเป็นนิติบุคคล โดยแบ่งเป็น 3 กรณี คือ
- กรณีผู้ซื้อแฟรนไชส์จ่ายเงินตามสัญญาแฟรนไชส์ ให้กับเจ้าของแฟรนไชส์ในนามนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ แต่ไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
- กรณีผู้ซื้อแฟรนไชส์จ่ายเงินตามสัญญาแฟรนไชส์ ให้กับเจ้าของแฟรนไชส์ในนามนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย
- กรณีผู้ซื้อแฟรนไชส์จ่ายเงินตามสัญญาแฟรนไชส์ ให้มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้
ภาษีป้าย
- สำหรับผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ตั้งอยู่นอกห้างสรรพสินค้า และมีการแสดงชื่อ ยี่ห้อ ตราสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้าในเชิงพาณิชย์ จะต้องชำระภาษีป้ายให้กับสำนักงานเขต หรือเทศบาลทุกปี หรือผ่านธนาคารกรุงไทย
ภาษีแต่ละประเภทต้องเสียตอนไหน ?
ภาษีเงินได้ (Income Tax)
- เป็นภาษีที่เก็บจากรายได้หรือกำไรจากการดำเนินกิจการ ซึ่งมีทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ ภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยแต่ละรูปแบบมีการยื่นแบบปีละ 2 ครั้ง ได้แก่
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ภ.ง.ด. 94 (ครึ่งปี) จะเสียจากเงินได้พึงประเมิน 6 เดือนแรก (โดยหักค่าใช้จ่าย/ค่าลดหย่อนตามเกณฑ์) โดยยื่นภายในเดือน ก.ย. ของปีภาษีนั้นๆ (สำหรับเงินได้ ม.ค. – มิ.ย.)
- ภ.ง.ด. 90 (สิ้นปี) จะเสียจากเงินได้สุทธิทั้งปี (หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) โดยนำภาษีที่จ่ายตาม ภ.ง.ด. 94 มาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ และยื่นภายในเดือน มี.ค. ของปีถัดไป (สำหรับเงินได้ ม.ค. – ธ.ค.)
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน)
- ภ.ง.ด. 51 (ครึ่งปี) เสียจากการประมาณการกำไรสุทธิ 6 เดือนแรก อัตราหลัก 20% โดยยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี (เช่น รอบ ม.ค.-ธ.ค. ยื่นภายใน 31 ส.ค. / 8 ก.ย. ทางออนไลน์)
- ภ.ง.ด. 50 (สิ้นปี) เสียจากกำไรสุทธิทั้งปี โดยนำภาษีที่จ่ายตาม ภ.ง.ด. 51 มาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ โดยยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี (เช่น รอบ ม.ค.-ธ.ค. ยื่นภายใน 30 พ.ค. / 7 มิ.ย. ของปีถัดไปทางออนไลน์)
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax – VAT)
- สำหรับธุรกิจที่มีรายได้จากการขาย/บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และมีภาระภาษีรายเดือน โดยทางเจ้าของแฟรนไชส์และผู้ซื้อแฟรนไชส์ จะต้องนำส่งภาษี (ภ.พ.30) ที่เรียกเก็บมาแก่กรมสรรพากร ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ออนไลน์ขยายเวลาได้ถึงวันที่ 23)
ภาษีศุลกากร
- ภาษีศุลกากรจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยผู้มีภาระเสียภาษีคือ ผู้นำเข้า ซึ่งจะต้องยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและชำระภาษี ณ ด่านศุลกากร ก่อนนำสินค้าออกจากอารักขา โดยจะต้องคำนวณตามพิกัดอัตราศุลกากรและราคาสินค้าที่นำเข้า (ใช้กับแฟรนไชส์ซอร์ หรือ แฟรนไชส์ซี ที่นำเข้าวัตถุดิบ/เครื่องมือจากต่างประเทศ)
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)
- ภาระนี้ตกอยู่กับแฟรนไชส์ซี (ผู้จ่ายเงิน) ที่ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายค่าตอบแทนให้แฟรนไชส์ซอร์
- ค่าแฟรนไชส์/ค่าสิทธิ์ (จ่ายให้บริษัทในไทย) จะต้องยื่นแบบและนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ออนไลน์ขยายเวลาได้ถึงวันที่ 15) โดยแฟรนไชส์ซีจะหักภาษีไว้ 3% ของยอดที่จ่าย แล้วนำส่งสรรพากร
- ค่าสิทธิ์ (จ่ายให้บริษัทต่างประเทศ) จะต้องยื่นแบบและนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ตามแบบ ภ.พ. 36) โดยแฟรนไชส์ซีจะหักภาษีไว้ 15% ของยอดที่จ่าย แล้วนำส่งสรรพากร
ภาษีป้าย
- ต้องยื่นแบบ ภ.ป. 1 และชำระภาษีภายในเดือน มี.ค. ของทุกปี (หรือภายใน 15 วันนับจากติดตั้งป้ายใหม่) ซึ่งชำระตามอัตราที่กำหนดโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เช่น กรุงเทพมหานคร หรือ เทศบาล)
วิธีการคำนวณ
ภาษีเงินได้ (Income Tax)
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา – ใช้สำหรับแฟรนไชส์ซี ที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา หรือ คณะบุคคล
- หักค่าใช้จ่าย ใช้สูตรการคำนวณ: เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย=รายได้รวม−ค่าใช้จ่าย
- หักค่าลดหย่อน ใช้สูตรการคำนวณ: เงินได้สุทธิ=เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย−ค่าลดหย่อนต่างๆ
- คำนวณภาษี ใช้สูตรการคำนวณ: ภาษีที่ต้องชำระ=เงินได้สุทธิ×อัตราภาษีอัตราก้าวหน้า
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน) – สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ทั้งแฟรนไชส์ซอร์และแฟรนไชส์ซี)
- หากำไรสุทธิ ใช้สูตรการคำนวณ: กำไรสุทธิทางภาษี=รายได้ทางภาษี−รายจ่ายทางภาษี
- คำนวณภาษีที่ต้องชำระ ใช้สูตรการคำนวณ: ภาษีที่ต้องชำระ=กำไรสุทธิ×อัตราภาษี
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax – VAT)
- สำหรับกิจการ (ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) ที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยมีภาระภาษีคือ กิจการมีหน้าที่เรียกเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ (แฟรนไชส์ซี/ลูกค้า) และนำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากร
- หากำไรภาษี ใช้สูตรการคำนวณ: ภาษีที่ต้องนำส่ง=ภาษีขาย−ภาษีซื้อ
- ผลลัพธ์ ในกรณีที่ ภาษีขาย > ภาษีซื้อ ต้องนำส่งภาษีส่วนต่างให้สรรพากร ในกรณีที่ ภาษีซื้อ > ภาษีขาย ถือเป็นภาษีที่ชำระเกิน สามารถขอคืนหรือยกยอดไปใช้ในเดือนถัดไปได้
ภาษีศุลกากร
- ภาษีศุลกากรคำนวณจาก มูลค่า CIF (ราคาสินค้า + ประกัน + ขนส่ง)
- อากรขาเข้า อากรขาเข้า=มูลค่า CIF×อัตราอากร
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) VAT ที่ต้องชำระ=(มูลค่า CIF+อากรขาเข้า)×7%
รวมภาษีศุลกากรที่ด่าน=อากรขาเข้า+VAT
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)
- เป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงิน (เช่น แฟรนไชส์ซี หรือ แฟรนไชส์ซอร์) ต้องหักเงินบางส่วนไว้ก่อนจ่ายให้ผู้รับ และนำส่งให้กรมสรรพากร ซึ่งประเภทเงินได้ที่จ่าย ได้แก่
- ค่าแฟรนไชส์/ค่าสิทธิ (Royalty/Franchise Fee) อัตราหัก ณ ที่จ่าย คือ 3%
- ค่าบริการ/ค่าจ้างทำของ (เช่น ค่าบริหารจัดการ) อัตราหัก ณ ที่จ่าย คือ 3%
- ค่าเช่าสถานที่ (ถ้ามี) อัตราหัก ณ ที่จ่าย คือ 5%
- วิธีการคำนวณคือ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย=ยอดเงินที่จ่ายก่อน VAT×อัตราหัก ณ ที่จ่าย
ภาษีป้าย
- คำนวณจากขนาดพื้นที่ป้ายและประเภทของอักษร/รูปภาพ
- หาฐานภาษี (หน่วย) ฐานภาษี (หน่วย)= ความกว้าง (ซม.)×ความยาว (ซม.) หารด้วย 500
- คำนวณภาษี ภาษีป้ายที่ต้องชำระ=ฐานภาษี (หน่วย)×อัตราภาษีต่อหน่วย
- หาฐานภาษี (หน่วย) ฐานภาษี (หน่วย)= ความกว้าง (ซม.)×ความยาว (ซม.) หารด้วย 500
หมายเหตุ: หากคำนวณแล้วภาษีต่ำกว่า 200 บาท ต้องชำระขั้นต่ำ 200 บาท ต่อป้าย
ไม่เสียมีค่าปรับไหม
จากเนื้อหาในข้างต้นจะเห็นว่า การเสีย ภาษีธุรกิจแฟรนไชส์ มีความเกี่ยวข้องกับข้อบังคับทางกฎหมาย ดังนั้นหากไม่ยอมเสียภาษีจะต้องมีค่าปรับตามมาอย่างแน่นอน อีกทั้งยังส่งผลกระทบโดยรวมต่อธุรกิจแฟรนไชส์ในหลายด้าน ได้แก่
- ธุรกิจขาดสภาพคล่อง – ค่าปรับและเงินเพิ่มที่สูงมาก อาจทำให้กิจการประสบปัญหาทางการเงินจนต้องปิดตัว
- ความน่าเชื่อถือลดลง – การมีประวัติเสียภาษีจะส่งผลต่อการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และความเชื่อมั่นจากคู่ค้าหรือแฟรนไชส์ซอร์/แฟรนไชส์ซีรายอื่น
- การตรวจสอบย้อนหลัง – เมื่อถูกตรวจสอบครั้งหนึ่ง กรมสรรพากรหรือกรมศุลกากรอาจทำการตรวจสอบย้อนหลังเป็นเวลาหลายปี ซึ่งอาจทำให้ต้องจ่ายภาษีย้อนหลังก้อนใหญ่พร้อมค่าปรับทั้งหมด
- ความเสี่ยงทางอาญา – กรณีการหลีกเลี่ยงภาษีด้วยเจตนาทุจริตหรือสำแดงเท็จ อาจมีโทษทางอาญาทั้งจำคุกและปรับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริหารโดยตรง
อย่าเสี่ยงทำบัญชีเอง! ให้ นรินทร์ทอง ดูแลเรื่อง ภาษีธุรกิจแฟรนไชส์ ของคุณครบวงจร
สรุปสิ่งสำคัญของการทำธุรกิจแฟรนไชส์ จะเห็นว่า ภาษีธุรกิจแฟรนไชส์ มีความซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับภาษีหลายประเภท ซึ่งต้องศึกษาข้อมูลภาษีประเภทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของตนเองให้ถีถ้วน ไม่อย่างนั้นหากจัดการภาษีไม่ถูกต้องอาจเสียค่าปรับและเงินเพิ่มที่สูงมาก แต่ถ้าไม่อยากให้การดำเนินธุรกิจของคุณสะดุด นรินทร์ทอง การบัญชีและกฎหมาย ผู้มีประสบการณ์กว่า 20 ปี สามารถดูแลความมั่นคงด้านภาษีให้กับธุรกิจแฟรนไชส์ของคุณได้ โดยทางเรามีบริการให้คุณได้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ทำให้ธุรกิจของคุณสามารถเติบโต และมีประสิทธิภาพในการก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็น
- การส่งภาษีอากร ทางเราสามารถยื่นภาษีให้ได้ โดยที่คุณไม่ต้องยุ่งยากกับการจัดเตรียมเอกสาร รวมไปถึงรับจัดทำรายงาน และให้คำปรึกษาทางด้านภาษี
- รับจดทะเบียนบริษัท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทของคุณ โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการจดทะเบียน เพราะเราสามารถช่วยคุณได้
- งานทางด้านการเงิน จะเป็นการดำเนินเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยื่นแบบเงินเดือน และประกันสังคมของพนักงานที่ทำงานอยู่ภายในบริษัท
- ให้บริการรับทำบัญชี หากใครที่กำลังรู้สึกว่าการทำบัญชีนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมากมายภายในบริษัท ทางเราพร้อมที่จะดูแลคุณ
สำหรับใครที่ต้องการปรึกษาสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่…
Facebook : NarinthongOfficial
E-mail : narinthong.ac@gmail.com
Line : @Narinthong
Tel : 081-627-6872 , 02-404-2339