ข้อดีข้อเสียของการจดบริษัท ที่คุณต้องรู้!

การจดทะเบียนบริษัทเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการทำธุรกิจอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะธุรกิจที่เริ่มมีรายได้ มีลูกค้าเพิ่มขึ้น หรือมีแผนขยายกิจการในอนาคตการมีบริษัทช่วยให้สามารถจัดโครงสร้างธุรกิจ แยกเรื่องส่วนตัวออกจากกิจการ และจัดการด้านบัญชีและการเงินได้เป็นระบบมากขึ้นอย่างไรก็ตาม การจดบริษัทไม่ได้มีเฉพาะข้อดี เพราะหลังจากจดทะเบียนแล้ว บริษัทจะมีหน้าที่ด้านบัญชี ภาษี เอกสาร และเรื่องต่าง ๆ ที่เจ้าของต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง จึงควรพิจารณาทั้ง ข้อดี-ข้อเสียการจดบริษัท ก่อนตัดสินใจ บทความนี้จะพาไปดู ข้อดีข้อเสียของการจดบริษัท พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า การจดบริษัทเหมาะกับธุรกิจในลักษณะใด

ข้อดีข้อเสียของการจดบริษัท

ข้อดีข้อเสียของการจดบริษัท

1. เพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการรับงานจากองค์กร

การจดทะเบียนบริษัททำให้ธุรกิจมีสถานะเป็นนิติบุคคลอย่างเป็นทางการ มีชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล และข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ จึงช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า คู่ค้า และผู้ที่ต้องการทำธุรกิจร่วมกัน

นอกจากนี้ บริษัทหรือองค์กรบางแห่งอาจกำหนดให้คู่ค้าต้องเป็นนิติบุคคลก่อน จึงจะสามารถสมัครเป็นคู่ค้า ยื่นเสนอราคา หรือรับงานในรูปแบบ B2B ได้

การมีบริษัทจึงช่วยให้ธุรกิจมีความพร้อมในการติดต่อและทำงานกับองค์กรต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการขยายจากการขายให้ลูกค้าทั่วไปไปสู่การรับงานจากบริษัทหรือองค์กร

2. แยกธุรกิจกับเรื่องส่วนตัวได้ชัดเจน

บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกจากผู้ถือหุ้น ทำให้สามารถแยกเรื่องของธุรกิจกับเรื่องส่วนตัวได้ชัดเจน ทั้ง

  • เงินของบริษัท
  • ทรัพย์สินของบริษัท
  • รายรับจากธุรกิจ
  • ค่าใช้จ่ายของธุรกิจ

การแยกเงินและข้อมูลตั้งแต่ต้นช่วยให้เจ้าของเห็นภาพทางการเงินของกิจการได้ชัดขึ้น เช่น รายได้เท่าไร ต้นทุนเท่าไร และธุรกิจมีกำไรจริงหรือไม่

3. ผู้ถือหุ้นมีความรับผิดจำกัดตามหลักของบริษัทจำกัด

บริษัทจำกัดมีหลักการสำคัญคือ ผู้ถือหุ้นมีความรับผิดจำกัด โดยรับผิดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ตนถือ

หลักการนี้ช่วยแยกความรับผิดของบริษัทออกจากตัวผู้ถือหุ้นได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การจดบริษัทไม่ได้หมายความว่าเจ้าของจะไม่มีความรับผิดในทุกกรณี เพราะยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

4. มีโครงสร้างภาษีที่ชัดเจนและอาจเหมาะกับธุรกิจที่มีกำไรสูงขึ้น

การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ โดยบริษัททั่วไปมีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% ขณะที่บริษัทที่เข้าเกณฑ์ SME อาจได้รับอัตราภาษีที่แตกต่างกันตามช่วงของกำไรสุทธิ

ส่วนบุคคลธรรมดาจะคำนวณภาษีเงินได้จากเงินได้สุทธิด้วยอัตราภาษีแบบขั้นบันไดตั้งแต่ 0% ถึง 35%

ดังนั้น เมื่อธุรกิจมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนมาดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทอาจทำให้มีโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมกับลักษณะและขนาดของกิจการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การจดบริษัทไม่ได้หมายความว่าจะเสียภาษีน้อยกว่าบุคคลธรรมดาเสมอไป เพราะยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ เช่น

  • รายได้
  • ค่าใช้จ่าย
  • กำไรของกิจการ
  • เงินเดือนหรือค่าตอบแทนของเจ้าของ
  • ภาษีที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

5. มีข้อมูลทางการเงินสำหรับวางแผนธุรกิจ

การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทมีหน้าที่ด้านบัญชีและงบการเงินตามกฎหมาย ทำให้ต้องรวบรวมข้อมูลทางการเงินของกิจการอย่างเป็นระบบ

เจ้าของจึงสามารถเห็นข้อมูลสำคัญ เช่น รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไรหรือขาดทุน ทรัพย์สิน และหนี้สิน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้

ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลทางการเงินมาใช้วางแผนเรื่องการลงทุน การลดต้นทุน หรือการขยายกิจการ

6. มีเอกสารทางธุรกิจที่ชัดเจน

การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัททำให้มีโครงสร้างและเอกสารสำหรับการทำธุรกรรมทางธุรกิจอย่างชัดเจน เช่น

  • ใบเสนอราคา
  • ใบแจ้งหนี้
  • ใบเสร็จรับเงิน
  • เอกสารทางบัญชี
  • เอกสารทางภาษีตามกรณี

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การทำงานกับลูกค้าและคู่ค้าเป็นระบบมากขึ้น และช่วยลดการปะปนระหว่างธุรกิจกับเรื่องส่วนตัว

7. ทำให้ระบบบัญชี การเงิน และเอกสารเป็นระเบียบมากขึ้น

การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทมีหน้าที่ด้านบัญชีและงบการเงินตามกฎหมาย ทำให้ต้องรวบรวมและจัดทำข้อมูลรายรับ รายจ่าย ทรัพย์สิน และหนี้สินของกิจการอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ยังต้องมีเอกสารประกอบการทำธุรกรรมทางธุรกิจ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และเอกสารทางบัญชีหรือภาษีตามกรณี

การมีระบบบัญชีและเอกสารที่ชัดเจนช่วยให้ติดตามการเงินของกิจการได้ง่ายขึ้น การทำงานกับลูกค้าและคู่ค้ามีความเป็นระบบมากขึ้น และช่วยลดการปะปนระหว่างธุรกิจกับเรื่องส่วนตัว

8. รองรับการขยายธุรกิจและการขอเงินทุนในอนาคต

เมื่อธุรกิจเติบโต เจ้าของอาจต้องการเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อนำไปใช้ขยายกิจการ เช่น ซื้ออุปกรณ์ เพิ่มสต๊อกสินค้า เปิดสาขา หรือเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน

การมีบริษัทช่วยให้ธุรกิจมีโครงสร้างทางธุรกิจและเอกสารทางการเงินที่ชัดเจน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อหรือขอเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละแห่ง

นอกจากนี้ หากต้องการขยายธุรกิจในอนาคต บริษัทสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ เช่น

  • เพิ่มทุน
  • ขอสินเชื่อหรือเงินทุน
  • เพิ่มผู้ถือหุ้น
  • รับผู้ร่วมลงทุน
  • ปรับโครงสร้างการถือหุ้น

ดังนั้น การจดบริษัทจึงเหมาะกับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างธุรกิจให้เติบโตในระยะยาว และอาจมีความต้องการใช้เงินทุนเพื่อขยายกิจการในอนาคต

 

ข้อดีข้อเสียของการจดบริษัท (ข้อเสีย)

1. มีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัท

การจดบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง ทั้งค่าธรรมเนียมราชการและค่าใช้จ่ายในการเตรียมเอกสารหรือใช้บริการผู้ให้บริการ หากไม่ได้ดำเนินการด้วยตัวเองทั้งหมด

ดังนั้นควรดูค่าใช้จ่ายทั้งก่อนจดและหลังจด ไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่าใช้จ่ายในวันจดทะเบียนเท่านั้น

2. มีค่าใช้จ่ายด้านบัญชีอย่างต่อเนื่อง

หลังจากจดบริษัทแล้ว บริษัทต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามกฎหมาย จึงมีค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างผู้ทำบัญชี และผู้สอบบัญชีตามหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่มาก ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จึงเป็นต้นทุนที่ควรนำมาคำนวณก่อนตัดสินใจจดบริษัท

3. มีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการด้านบัญชี และ ภาษี

การจดทะเบียนบริษัทไม่ได้จบเพียงแค่การจัดตั้งบริษัท แต่หลังจากนั้นบริษัทมีหน้าที่ด้านบัญชี ภาษี และการยื่นเอกสารต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

เจ้าของจึงต้องติดตามว่าบริษัทมีหน้าที่ใดบ้าง และต้องดำเนินการภายในกำหนดเวลาเมื่อใด เช่น

  • การจัดทำบัญชี
  • การยื่นภาษี
  • การจัดทำงบการเงิน
  • การยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้อง

แม้บริษัทจะยังไม่มีรายได้หรือหยุดดำเนินธุรกิจชั่วคราว ตราบใดที่ยังไม่ได้เลิกและชำระบัญชี บริษัทก็อาจยังมีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการอยู่

การละเลยหน้าที่ดังกล่าวอาจทำให้เกิดค่าปรับ เงินเพิ่ม หรือภาระในการแก้ไขเอกสารย้อนหลังได้ตามกรณี

เจ้าของธุรกิจที่ไม่มีเวลาหรือไม่ถนัดเรื่องบัญชีและภาษี อาจใช้บริการผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชีเพื่อช่วยจัดทำบัญชีและติดตามกำหนดเวลาที่เกี่ยวข้อง

4. มีเอกสารและขั้นตอนที่ต้องดูแลมากขึ้น

เมื่อมีบริษัทแล้ว เจ้าของไม่ได้ดูแลเฉพาะการขายสินค้าและบริการ แต่ยังต้องจัดการเรื่องบัญชี ภาษี เอกสาร และข้อมูลของบริษัทให้ถูกต้อง

หากเจ้าของไม่มีเวลาจัดการเอง อาจต้องมีผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชีเข้ามาช่วยดูแล ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น

5. ต้องจัดทำและยื่นงบการเงินตามกำหนด

บริษัทต้องจัดทำงบการเงินและดำเนินการยื่นตามกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด

การที่ธุรกิจมีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้ ไม่ได้แปลว่าสามารถหยุดดำเนินการด้านบัญชีและงบการเงินได้โดยอัตโนมัติ

จึงควรวางระบบบัญชีตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อไม่ให้ต้องกลับมาแก้ไขข้อมูลย้อนหลังเมื่อถึงกำหนด

6. ต้องแยกเงินบริษัทกับเงินส่วนตัว

เมื่อมีบริษัท เงินที่อยู่ในบัญชีบริษัทไม่ควรถูกนำไปใช้ปะปนกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวโดยไม่มีการบันทึกหรือเอกสารรองรับ

เจ้าของควรทำความเข้าใจวิธีนำเงินออกจากบริษัทและบันทึกรายการให้ถูกต้อง เพื่อให้บัญชีของบริษัทสะท้อนการดำเนินงานจริง และลดปัญหาด้านบัญชีหรือภาษีในภายหลัง

7. การเปลี่ยนแปลงข้อมูลบริษัทอาจมีขั้นตอนเพิ่มเติม

หากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ที่ตั้งสำนักงาน
  • กรรมการ
  • ผู้ถือหุ้น

อาจต้องจัดทำเอกสารและดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นเจ้าของควรติดตามข้อมูลที่จดทะเบียนไว้ให้เป็นปัจจุบัน และดำเนินการเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่ต้องแจ้ง

8. การเลิกบริษัททำได้ แต่ยังต้องส่งงบการเงินตามกฏหมาย

ตอนเริ่มต้นบริษัท หลายคนอาจรู้สึกว่าขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากมากนัก แต่เมื่อถึงวันที่ต้องการหยุดกิจการ การเลิกบริษัทจะมีรายละเอียดที่ต้องจัดการมากกว่าการหยุดขายหรือหยุดรับงานเฉย ๆ

บริษัทที่ยังไม่ได้เลิกอย่างถูกต้องยังอาจมีหน้าที่ส่งงบการเงินตามกฎหมาย ดังนั้น การหยุดดำเนินธุรกิจจึงไม่ได้หมายความว่าภาระของบริษัทจะสิ้นสุดลงทันที

ก่อนดำเนินการเลิกบริษัท ควรจัดการเรื่องสำคัญต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อน เช่น

  • ตรวจสอบและจัดการบัญชี รวมถึงงบการเงินของบริษัทให้ครบถ้วน
  • ตรวจสอบและชำระภาษีที่ยังค้างอยู่กับกรมสรรพากร
  • ดำเนินการยื่นจดทะเบียนเลิกบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • ดำเนินการตามขั้นตอนการประกาศเลิกบริษัทที่กฎหมายกำหนด

 

ควรจดบริษัทตอนไหนดี?

การจดบริษัทไม่มีตัวเลขรายได้ที่กำหนดว่าต้องจดทันที เพราะแต่ละธุรกิจมีต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือควรดูทั้ง กำไรสุทธิ ภาษี ค่าใช้จ่าย และแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคต

โดยทั่วไป หากธุรกิจเริ่มมีลักษณะดังต่อไปนี้ ถือเป็นช่วงที่ควรเริ่มพิจารณาจดบริษัท

1. ธุรกิจเริ่มมีกำไรอย่างต่อเนื่อง

หากธุรกิจเริ่มมีรายได้สม่ำเสมอและมีกำไรเพิ่มขึ้น ควรนำกำไรสุทธิมาเปรียบเทียบภาษีระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล

โดยทั่วไป หากมีกำไรสุทธิประมาณ 750,000 บาทขึ้นไปต่อปี ถือเป็นช่วงที่ควรเริ่มคำนวณเปรียบเทียบอย่างจริงจัง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจที่มีกำไรถึงระดับนี้ต้องจดบริษัททันที

2. ต้องการทำธุรกิจในนามบริษัท

หากต้องการทำสัญญา ออกเอกสารทางธุรกิจ หรือรับงานจากบริษัทและองค์กรต่าง ๆ การมีนิติบุคคลจะช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจในนามบริษัทได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

โดยเฉพาะงาน B2B บางประเภทที่กำหนดให้คู่ค้าต้องเป็นนิติบุคคล จึงควรพิจารณาจดบริษัทไว้รองรับการทำธุรกิจ

3. ต้องการขอสินเชื่อหรือหาเงินทุนเพื่อขยายกิจการ

หากธุรกิจเริ่มต้องใช้เงินทุนมากขึ้น เช่น เพิ่มสต๊อก ซื้ออุปกรณ์ เปิดสาขา หรือเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน การมีบริษัทพร้อมระบบบัญชีและเอกสารทางการเงินที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อหรือขอเงินทุนได้ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละสถาบันการเงิน

นอกจากนี้ หากต้องการรับผู้ร่วมลงทุนหรือเพิ่มผู้ถือหุ้น การมีโครงสร้างบริษัทจะช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้

4. มีแผนขยายธุรกิจในอนาคต

หากมีแผนเพิ่มพนักงาน เปิดสาขา เพิ่มทุน หรือขยายกิจการ การจดบริษัทจะช่วยให้สามารถวางโครงสร้างการบริหาร การเงิน และการถือหุ้นได้ชัดเจนมากขึ้น

จึงเหมาะกับธุรกิจที่ไม่ได้มองเพียงรายได้ในปัจจุบัน แต่ต้องการวางโครงสร้างเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท เพื่อดูหลักในการพิจารณารายได้ กำไร ภาษี และค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท 

ปรึกษาฟรีที่ นรินทร์ทอง!

บริษัท นรินทร์ทอง จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านบัญชี และภาษี รวมไปถึงการจดทะเบียนนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน ด้วยประสบการณ์ที่ให้บริการมากกว่า 20 ปี โดยมีบริการให้คุณได้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

  • การส่งภาษีอากร ทางเราสามารถยื่นภาษีให้ได้ โดยที่คุณไม่ต้องยุ่งยากกับการจัดเตรียมเอกสาร รวมไปถึงรับจัดทำรายงาน และให้คำปรึกษาทางด้านภาษี
  • รับจดทะเบียนบริษัท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทของคุณ โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการจดทะเบียน เพราะเราสามารถช่วยคุณได้
  • งานทางด้านการเงิน จะเป็นการดำเนินเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยื่นแบบเงินเดือน และประกันสังคมของพนักงานที่ทำงานอยู่ภายในบริษัท
  • ให้บริการรับทำบัญชี หากใครที่กำลังรู้สึกว่าการทำบัญชีนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมากมายภายในบริษัท ทางเราพร้อมที่จะดูแลคุณ

 

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่…

Facebook : NarinthongOfficial

E-mail : narinthong.ac@gmail.com

Line : @Narinthong

Tel : 081-627-6872 02-404-2339