รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท

รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท? ดูจากอะไรบ้างก่อนตัดสินใจ

เมื่อธุรกิจเริ่มมีรายได้และกำไรมากขึ้น เจ้าของกิจการหลายคนมักสงสัยว่า “รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท?” หรือควรเปลี่ยนจากการทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคลเมื่อไหร่จริง ๆ แล้ว ไม่มีตัวเลขรายได้ที่กำหนดตายตัวว่าต้องถึงเท่าไรจึงควรจดทะเบียนบริษัท เพราะการตัดสินใจไม่ได้ดูจากรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกันทั้ง กำไรสุทธิ ค่าใช้จ่าย ภาษี ค่าลดหย่อน และแผนการเติบโตของธุรกิจ โดยทั่วไป หากธุรกิจมีกำไรสุทธิประมาณ 750,000 บาทขึ้นไป ควรเริ่มนำภาษีของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมาเปรียบเทียบกัน เพื่อดูว่ารูปแบบใดเหมาะสมและช่วยบริหารภาษีได้มากกว่าวันนี้ นรินทร์ทองจะพาไปดูว่า เมื่อไหร่ควรจดทะเบียนบริษัท และก่อนตัดสินใจควรพิจารณาเรื่องใดบ้าง



เลือกอ่านเนื้อหา

รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท ?

รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท

คำถามว่า “รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท” ไม่สามารถตอบด้วยตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียว เพราะธุรกิจแต่ละประเภทมีต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรแตกต่างกัน

สิ่งที่ควรดูเป็นหลักคือ กำไรสุทธิ หลังจากหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแล้ว

โดยทั่วไป หากธุรกิจมีกำไรสุทธิประมาณ 750,000 บาทขึ้นไป ถือเป็นช่วงที่เจ้าของกิจการควรเริ่มนำภาษีของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมาเปรียบเทียบ เพื่อดูว่ารูปแบบใดเหมาะสมกับธุรกิจและช่วยบริหารภาระภาษีได้มากกว่า  แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจที่มีกำไรถึงระดับนี้จะต้องจดบริษัททันที

นอกจากกำไรแล้ว ควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น

  • ค่าใช้จ่ายของธุรกิจ
  • ค่าลดหย่อนส่วนบุคคล
  • ภาษีที่ต้องชำระ
  • ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีและจัดทำงบการเงิน
  • จำนวนพนักงานและขนาดของธุรกิจ
  • แผนการขยายกิจการในอนาคต
  • ความต้องการทำธุรกรรมหรือทำสัญญาในนามบริษัท

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจ จดทะเบียนบริษัท ควรคำนวณและเปรียบเทียบภาระโดยรวมของทั้ง 2 รูปแบบก่อน

รายได้และอัตราภาษี

รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท

การพิจารณาว่าควรจดบริษัทหรือไม่ เรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ อัตราภาษี เพราะบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีวิธีคำนวณภาษีแตกต่างกัน

บุคคลธรรมดา

บุคคลธรรมดาจะเสียภาษีเงินได้ตามอัตราขั้นบันได โดยอัตราภาษีอยู่ที่ 5%–35% ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินได้สุทธิ

การคำนวณจะพิจารณาจากรายได้ หักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษี

นิติบุคคล

บริษัทจะคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก กำไรสุทธิทางภาษี ซึ่งเกิดจากการนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายและรายการปรับปรุงทางภาษีตามหลักเกณฑ์

สำหรับบริษัททั่วไป อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดอยู่ที่ 20% แต่บริษัทบางประเภทอาจได้รับอัตราภาษีหรือสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกัน

ดังนั้น การดูเพียงว่า “นิติบุคคลเสียภาษี 20% ส่วนบุคคลธรรมดาเสียสูงสุด 35%” อาจยังไม่เพียงพอ ต้องนำข้อมูลจริงของธุรกิจมาคำนวณเปรียบเทียบด้วย

ตัวอย่างการคำนวณภาษี บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล

สมมติว่าธุรกิจมีรายได้ 2,225,000 บาท และมีค่าใช้จ่าย 725,000 บาท ทำให้มีกำไรสุทธิ 1,500,000 บาท

กรณีบุคคลธรรมดา

คำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ โดยใช้สูตร

(เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) × อัตราภาษี = ภาษีที่ต้องชำระ

ในตัวอย่างนี้ เพื่อให้เห็นการเปรียบเทียบภาษีจากกำไรของธุรกิจโดยตรง จะยังไม่รวมค่าลดหย่อนส่วนบุคคล

เงินได้สุทธิ = 2,225,000 – 725,000 = 1,500,000 บาท

นำมาคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได

เงินได้สุทธิ อัตราภาษี ภาษี
0 – 150,000 บาท ยกเว้น 0 บาท
150,001 – 300,000 บาท 5% 7,500 บาท
300,001 – 500,000 บาท 10% 20,000 บาท
500,001 – 750,000 บาท 15% 37,500 บาท
750,001 – 1,000,000 บาท 20% 50,000 บาท
1,000,001 – 1,500,000 บาท 25% 125,000 บาท
รวมภาษี 240,000 บาท

กรณีนิติบุคคล SME

บริษัทที่เข้าเกณฑ์ SME และมีกำไรสุทธิ 1,500,000 บาท จะคำนวณภาษีดังนี้

กำไรสุทธิ อัตราภาษี ภาษี
0 – 300,000 บาท ยกเว้น 0 บาท
300,001 – 1,500,000 บาท 15% 180,000 บาท
รวมภาษี 180,000 บาท

เปรียบเทียบภาษี

รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล SME
รายได้ 2,225,000 บาท 2,225,000 บาท
ค่าใช้จ่าย 725,000 บาท 725,000 บาท
กำไรสุทธิ 1,500,000 บาท 1,500,000 บาท
ภาษีที่ต้องชำระ 240,000 บาท 180,000 บาท

จากตัวอย่างจะเห็นว่า เมื่อธุรกิจมีกำไรสุทธิ 1,500,000 บาท การดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล SME มีภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าการเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา 60,000 บาท อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจจดทะเบียนบริษัทไม่ควรพิจารณาจากภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกับค่าใช้จ่ายในการจัดทำบัญชี หน้าที่ในการยื่นแบบและงบการเงิน รวมถึงแผนการเติบโตของธุรกิจด้วย

ค่าใช้จ่ายและหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นหลังจดทะเบียนบริษัท

รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท

การจดทะเบียนบริษัทไม่ได้มีเพียงข้อดีด้านภาษีเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับ หน้าที่และค่าใช้จ่ายด้านบัญชีที่เพิ่มขึ้น

หลังจดทะเบียนบริษัท ผู้ประกอบการต้องจัดทำบัญชี ยื่นภาษี และจัดทำงบการเงินตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจจดบริษัท ควรนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาคำนวณร่วมกับภาษีที่ต้องจ่ายด้วย

ค่าใช้จ่ายด้านบัญชี

เมื่อเป็นนิติบุคคล จะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำบัญชีและการจัดทำงบการเงิน ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามขนาดและลักษณะของธุรกิจ

หากเจ้าของกิจการไม่สะดวกจัดทำบัญชีด้วยตนเอง สามารถใช้บริการสำนักงานบัญชีเพื่อช่วยดูแลเรื่องต่าง ๆ เช่น

  • จัดทำบัญชี
  • ยื่นแบบภาษี
  • ปิดงบการเงิน
  • จัดทำเอกสารทางบัญชี
  • ให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษี

การเก็บเอกสารทางบัญชี

บริษัทควรจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพราะเอกสารเหล่านี้ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีและยื่นภาษี

ตัวอย่างเอกสารที่ควรจัดเก็บ ได้แก่

  • ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงิน
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • Bank Statement หรือสมุดบัญชีธนาคาร
  • เอกสารการจ่ายเงินเดือนพนักงาน
  • เอกสารเกี่ยวกับค่าเช่า
  • สัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
  • รายงานสินค้าคงเหลือ
  • เอกสารซื้อและขายสินค้า

การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การทำบัญชีและการตรวจสอบข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น

 

ข้อดีของการจดทะเบียนบริษัท

รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท

การจดทะเบียนบริษัทมีข้อดีหลายด้าน โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่กำลังเติบโตและต้องการวางโครงสร้างให้ชัดเจนมากขึ้น

1. วางแผนภาษีได้เป็นระบบมากขึ้น

บริษัทเสียภาษีจากกำไรสุทธิ ทำให้สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการมาคำนวณตามหลักเกณฑ์ทางภาษีได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินใจจากอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว ต้องเปรียบเทียบภาษีและค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อน

2. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ

การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทช่วยสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า คู่ค้า และสถาบันการเงินได้ในบางกรณี

3. รองรับการขยายธุรกิจ

เมื่อธุรกิจเติบโต การมีโครงสร้างบริษัทที่ชัดเจนสามารถช่วยรองรับการเพิ่มทุน การสินเชื่อจากธนาคาร การมีผู้ถือหุ้น การทำสัญญา และการขยายกิจการในอนาคตได้

4. แยกโครงสร้างธุรกิจกับเจ้าของได้ชัดเจนขึ้น

บริษัทเป็นนิติบุคคลแยกจากผู้ถือหุ้น ทำให้การบริหารจัดการทรัพย์สิน รายได้ ค่าใช้จ่าย และธุรกรรมของธุรกิจมีโครงสร้างชัดเจนมากขึ้น

 

สรุป รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท?

คำถามว่า “รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท” ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจสิ่งสำคัญกว่ารายได้คือ กำไรสุทธิและภาษีที่ต้องจ่าย โดยหากธุรกิจมีกำไรสุทธิประมาณ 750,000 บาทขึ้นไปต่อปี ควรเริ่มนำข้อมูลมาคำนวณเปรียบเทียบระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลนอกจากเรื่องภาษีแล้ว ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายในการทำบัญชี หน้าที่หลังจดทะเบียน ความน่าเชื่อถือ และแผนการเติบโตของธุรกิจร่วมด้วยดังนั้น ก่อนตัดสินใจ จดทะเบียนบริษัท ควรนำรายได้ ค่าใช้จ่าย กำไรสุทธิ ค่าลดหย่อน และภาษีที่ต้องจ่ายมาคำนวณให้ครบ เพื่อเลือกโครงสร้างธุรกิจที่เหมาะสมที่สุดหากไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรดำเนินการในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีเพื่อวางแผนให้เหมาะกับธุรกิจได้ บริษัท นรินทร์ทอง จำกัด สำนักงาน รับทำบัญชี และจัดทำงบการเงิน โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านบัญชีและภาษี ด้วยประสบการณ์ที่ให้บริการมากกว่า 20 ปี โดยมีบริการให้คุณได้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ทำให้ธุรกิจของคุณสามารถเติบโต และมีประสิทธิภาพในการก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็น

  • การส่งภาษีอากร ทางเราสามารถยื่นภาษีให้ได้ โดยที่คุณไม่ต้องยุ่งยากกับการจัดเตรียมเอกสาร รวมไปถึงรับจัดทำรายงาน และให้คำปรึกษาทางด้านภาษี
  • รับจดทะเบียนบริษัท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทของคุณ โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการจดทะเบียน เพราะเราสามารถช่วยคุณได้
  • งานทางด้านการเงิน จะเป็นการดำเนินเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยื่นแบบเงินเดือน และประกันสังคมของพนักงานที่ทำงานอยู่ภายในบริษัท
  • ให้บริการรับทำบัญชี หากใครที่กำลังรู้สึกว่าการทำบัญชีนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมากมายภายในบริษัท ทางเราพร้อมที่จะดูแลคุณ

 

 

สำหรับใครที่ต้องการปรึกษาสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่…

Facebook : NarinthongOfficial

E-mail : narinthong.ac@gmail.com

Line : @Narinthong

Tel : 081-627-6872 02-404-2339

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Frequently Asked Questions

รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท

รายได้เท่ากัน จดบริษัทเสียภาษีน้อยกว่าจริงหรือไม่

รายได้ระดับไหน ควรเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล

จดทะเบียนบริษัทแล้ว มีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง